เมื่อวิกฤตตะวันออกกลางสะเทือนถึงปั๊มน้ำมัน: กลไกเศรษฐกิจที่นักธุรกิจต้องรู้ให้ทัน

ลองนึกภาพตามว่า เรากำลังนั่งเติมน้ำมันที่ปั๊มใกล้บ้าน แล้วสังเกตเห็นป้ายราคากระโดดขึ้นไปจนน่าตกใจภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคงจะเป็น "ทำไมราคามันโหดร้ายขนาดนี้?" และเมื่อได้รับข้อมูลเพิ่มเติมว่า "แหล่งพลังงานหลักมาจากทวีปยุโรป ไม่ใช่จากตะวันออกกลาง" คำถามที่ตามมาก็คือ "แล้วถ้าประเทศฝั่งยุโรปยังส่งออกได้ตามเดิม ทำไมเรายังต้องจ่ายแพงขึ้น?"

นี่คือประเด็นที่กำลังก้องอยู่ในใจประชาชนทั่วโลก รวมถึงในหลายๆ ประเทศในยุโรปที่กำลังรับมือกับปัญหานี้อย่างสาหัส และข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ "น้ำมัน" แต่มันคือ บทเรียนเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการ และมนุษย์เงินเดือนในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพราะมันสะท้อนกลไกของ "เศรษฐกิจไร้พรมแดน" ที่จะส่งผลกระทบต่อทุกการตัดสินใจทางธุรกิจของคุณในอนาคต

เรื่องเข้าใจผิดสุดอันตราย: "น้ำมันท้องถิ่น" ไม่มีอยู่จริงในเศรษฐกิจโลก

หลายคนมักคิดว่า ถ้าประเทศเราซื้อน้ำมันจากที่ไหน ราคาก็ควรจะผูกติดอยู่กับแหล่งที่มานั้น คล้ายกับการที่เราซื้อสินค้าเกษตรจากชาวนาในจังหวัดใกล้ๆ ราคาก็ไม่ควรจะได้รับผลกระทบถ้าเกิดภัยแล้งในอีกทวีปหนึ่ง

แต่นี่คือมุมมองที่อันตรายที่สุด

ระบบค้าน้ำมันสากลไม่ได้ทำงานแบบนั้น มันทำงานบนพื้นฐานของ "ตลาดเดียวทั่วโลก" หรือที่เรียกว่า Global Commodity Market หมายความว่า ไม่ว่าน้ำมันจะถูกผลิตจากทะเลเหนือ ทะเลทรายในตะวันออกกลาง หรือป่าฝนในอเมริกาใต้ ราคาของมันถูกกำหนดโดย ความต้องการซื้อและความต้องการขายรวมของทั้งโลก ไม่ใช่ในระดับท้องถิ่น

  • ลองนึกภาพง่ายๆ: ถ้าโลกใบนี้คือสระว่ายน้ำขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยน้ำมัน ไม่ว่าใครจะสูบออกจากมุมไหน ระดับน้ำในสระทั้งหมดก็จะลดลงเท่ากัน
  • ผลกระทบแบบโดมิโน: ดังนั้นถ้ามีใครบางคนปิดท่อส่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกพร้อมกัน ทุกประเทศบนโลกก็จะได้รับผลกระทบอย่างถ้วนหน้า

นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ ช่องแคบฮอร์มุซ ในปัจจุบัน

ช่องแคบฮอร์มุซ - เส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจพลังงานโลก

ก่อนหน้าที่จะมีความตึงเครียดครั้งล่าสุดในตะวันออกกลาง ประมาณ หนึ่งในห้า ของน้ำมันโลกถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางคมนาคมทางทะเลที่แคบที่สุดและมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เมื่อช่องแคบนี้ถูกบล็อกเส้นทางต่อเรือบรรทุกน้ำมัน หมายความว่าน้ำมันโลกหายไปทันที หนึ่งในห้า จากระบบ

และนี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่มองข้าม - แม้ว่าไอร์แลนด์ (และประเทศไทยก็เช่นกัน) จะไม่ได้พึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก แต่ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในเอเชีย เช่น มหาอำนาจในเอเชียอย่างจีน อินเดีย และญี่ปุ่น พึ่งพาเส้นทางนี้อย่างหนัก

เมื่อประเทศเหล่านี้ไม่สามารถรับน้ำมันจากผู้ผลิตหลักได้ พวกเขาจะทำอย่างไร? คำตอบง่ายๆ คือ พวกเขาจะออกไปหาซื้อจากที่อื่น และที่อื่นที่ว่านั้นก็คือแหล่งผลิตในยุโรป ที่ประเทศอย่างไอร์แลนด์เคยซื้อในราคาคุ้มค่ามาตลอด

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ จู่ๆ ประเทศในยุโรปก็ต้องแข่งขันกับประเทศยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจในการประมูลน้ำมันที่อยู่ใกล้บ้านตัวเอง และเมื่อมีผู้ซื้อมากขึ้นแต่ปริมาณน้ำมันเท่าเดิม มูลค่าของมันก็ต้องแพงขึ้นตามหลักเศรษฐศาสตร์

  • ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent Crude) ซึ่งเป็นมาตรฐานราคาน้ำมันที่ใช้กันทั่วโลก ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ประมาณ ราวๆ 72 เหรียญสหรัฐ
  • แต่หลังจากเกิดการรบกวนในด้านซัพพลายเชนและสงครามที่ตึงเครียด ราคาก็พุ่งทะลุ หลักร้อยเหรียญ อย่างรวดเร็ว

บทเรียนแรกสำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ - "ภัยเงียบในธุรกิจ" คือความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ที่สุด

สิ่งที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้จากสถานการณ์นี้คือ "ระบบซัพพลายเชน" หรือเครือข่ายการผลิตและจัดส่งสินค้าของคุณ ไม่ได้จบแค่ที่ซัพพลายเออร์ที่คุณติดต่อโดยตรง

ถ้าคุณทำกิจการของกิน คุณอาจจะคิดว่าต้นทุนของคุณขึ้นอยู่กับราคาผักชีหมูเห็ดเป็ดไก่ แต่ความจริงคือ ราคาผักทุกใบในจานของลูกค้า ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยจากอีกซีกโลก เพราะค่าขนส่ง ค่าปุ๋ย ค่าเชื้อเพลิงในการเก็บเกี่ยว ทั้งหมดล้วนเป็นพลังงานทั้งสิ้น

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "Hidden Vulnerabilities" ในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ คุณอาจคิดว่าธุรกิจของคุณปลอดภัย เพราะคุณซื้อจากผู้ผลิตในประเทศ แต่เมื่อเกิดวิกฤตในระดับโลก ผู้ผลิตในประเทศของคุณก็จะบวกราคาที่เพิ่มขึ้นมาให้คุณอยู่ดี

  • บทเรียนที่ต้องจดจำ: ในยุคโลกาภิวัตน์ ไม่มีธุรกิจไหน "อยู่คนเดียว" ได้อย่างแท้จริง
  • ทุกธุรกิจคือส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่ใหญ่กว่ามาก
  • และสิ่งที่เกิดขึ้นในส่วนหนึ่งของโลก จะส่งคลื่นกระทบมาถึงคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ทำไมภาครัฐไม่อุ้มราคาน้ำมันให้สุดทาง?

อีกหนึ่งข้อถกเถียงในสังคมคือ ในเมื่อกว่าร้อยละ 50ของราคาน้ำมันที่เราจ่ายเป็น โครงสร้างภาษีสรรพสามิต ทำไมรัฐบาลถึงไม่ลดภาษีลงเพื่อช่วยเหลือประชาชน?

ในกรณีของไอร์แลนด์ ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลได้ลดภาษีน้ำมันดีเซลลงรวม นโยบายรัฐบาล ประมาณ 32 เซนต์ และน้ำมันเบนซินลง 27 เซนต์ ซึ่งใช้งบประมาณรวมถึง 750 ล้านยูโร

ฟังดูเหมือนมหาศาล แต่ทำไมรัฐบาลถึงไม่ลดมากกว่านี้ในเมื่อมีงบประมาณเกินดุลตั้งหลายพันล้านยูโร?

คำตอบคือ "ทุกการตัดสินใจทางการเงินมีต้นทุนของมัน" หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "Opportunity Cost"

ถ้ารัฐบาลเอาเงินไปพยุงราคาพลังงานมากกว่านี้ ก็แปลว่าต้องโยกงบประมาณมาจากที่อื่น เช่น การลดภาษีเงินได้ที่วางแผนไว้ในเดือนตุลาคม หรืองบพัฒนาประเทศด้านสาธารณูปโภค

นอกจากนี้ ตัวเลขเงินเกินดุล 9.2 พันล้านยูโร ที่ดูเหมือนจะมหาศาล แท้จริงแล้วส่วนใหญ่มาจากภาษีนิติบุคคลที่มีความไม่แน่นอนสูง ไม่มีใครรับประกันได้ว่าปีหน้าจะยังมีรายได้แบบนี้อยู่อีก

  • สิ่งที่ CEO ต้องเรียนรู้: เมื่อคุณดูแลสภาพคล่อง ไม่ว่าจะเป็นเงินส่วนตัวหรือเงินของบริษัท
  • อย่าใช้จ่ายตามตัวเลขที่เห็นในบัญชี ณ ปัจจุบันเพียงอย่างเดียว
  • ต้องคิดถึง "คุณภาพ" ของรายได้ด้วยว่ามันยั่งยืนแค่ไหน
  • รายได้ที่มาจากช่องทางที่ไม่แน่นอน ไม่ใช่รายได้ที่คุณควรนำไปวางแผนการใช้จ่ายระยะยาว

ปั๊มน้ำมันฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือไม่?

อีกหนึ่งประเด็นที่มักจะเป็นที่ถกเถียงในยามที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงคือ ข้อกล่าวหาที่ว่า ปั๊มน้ำมันแอบขึ้นราคาเอาเปรียบประชาชน

ในกรณีของไอร์แลนด์ ราคาน้ำมันดีเซลกระโดดจาก 1.70 ยูโรต่อลิตร ไปเป็น 2.30 ยูโรต่อลิตร ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความไม่พอใจและสมเหตุสมผลที่จะมีการตรวจสอบ

องค์กรอิสระด้านผู้บริโภคของไอร์แลนด์ได้เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และผลการสอบสวนพบว่า ไม่พบข้อมูล ที่บ่งชี้ว่าผู้ค้าปลีกฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้

การวิเคราะห์ราคาขายส่ง (ซึ่งเป็นราคาที่ปั๊มน้ำมันต้องจ่ายเอง) แสดงให้เห็นว่าการพุ่งขึ้นของราคาขายส่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับราคาที่ผู้บริโภคจ่ายที่ปั๊ม หมายความว่า ผู้ค้าปลีกแค่ ปรับราคาตามต้นทุนที่แท้จริง

  • ข้อคิดส่งท้ายสำหรับคนทำกิจการ: ในยามวิกฤต อย่ากระโดดเข้าไปกล่าวหาใครโดยไม่มีข้อมูล
  • แต่จงเรียนรู้ที่จะ "ทำความเข้าใจต้นทุนที่แท้จริงแทนการใช้เพียงอารมณ์" สองอย่างนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
  • ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ในช่วงที่ต้นทุนของคุณสูงขึ้น คุณมีสิทธิ์ปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุน
  • แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การชี้แจงกับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา
  • ต้องอธิบายเหตุผลของการปรับราคาให้ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าคุณก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพื่อรักษา ความไว้วางใจในระยะยาว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *